วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552

วันตรุษจีน


ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน
ทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล ความหมายเป็นนัย และคำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่
หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่ คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฎิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน
การแต่งกายและความสะอาด ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผมเพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี
วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมากๆ ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะไปเพื่อ เป็นความเป็นสิริมงคล
บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี
การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษ ถือเป็นโชคร้ายดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก
ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษเพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อตามความเชื่อที่มีมาแต่ทุกคนก็ยังคงยึดถือ และปฎิบัติตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียม และวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีน ตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมาแต่เก่าก่อนเป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ ของตน


คำศัพท์เกี่ยวกับวันตรุษจีน

Chinese New Year or Spring Festival is the most important of the traditional Chinese holidays.
วันตรุษจีนหรืองานรื่นเริงฤดูใบไม้ผลิเป็นวันหยุดตามประเพณีของจีนที่สำคัญที่สุด
festival = งานรื่นเริง
tradition = ประเพณี
custom = วัฒนธรรม

It is sometimes called the Lunar New Year, especially by people outside China.
บางครั้งเรียกว่าปีใหม่ทางจันทรคติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันถูกเรียกโดยคนที่อยู่นอกประเทศจีน
it is called = มันถูกเรียกว่า (เป็น passive voice คือมันไม่ได้เป็นคนกระทำเอง ต้องมีคนมาเรียกมัน รูปของ passive voice คือ v.to be + กริยาช่องที่สาม)
especially = โดยเฉพาะ
lunar = เกี่ยวกับดวงจันทร์
solar = เกี่ยวกับดวงอาทิตย์ เช่น solar cell (หากเจอรากศัพท์อย่างนี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าต้องเกี่ยวกับดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์แน่ๆ ถึงแม้เราไม่รู้คำศัพท์คำนั้นก็ตาม)
The festival traditionally begins on the first day of the first lunar month
ประเพณีงานรื่นเริงเริ่มขึ้นวันแรกของเดือนทางจันทรคติ
**คำว่า festival หมายถึงงานรื่นเริงครับ เช่นงานรื่นเริงประจำปี งานรื่นเริงที่จัดตามสถานที่ต่างๆ งานสงกรานต์ก็ใช้ Sonkarn festival หรือ Loy krathong festival งานประจำปีบางอย่างก็ใช้ fair ครับ เช่น งานที่จัดโดยบริษัทต่างๆ ประจำปี หรืองานวัดก็ใช้ temple fair แต่วันสำคัญทางศาสนา จะใช้ fair หรือ festival ไมไ่ด้นะครับ เพราะไม่ใช่งานรื่นเริง

Celebrated in areas with large populations of ethnic Chinese, Chinese New Year is considered a major holiday for the Chinese and has had influence on the new year celebrations of its geographic neighbours, as well as cultures with whom the Chinese have had extensive interaction.
การเฉลิมฉลอง ในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมากของหมู่ชาวจีน วันตรุษจีนถือเป็นวันหยุดที่สำคัญของคนจีนและส่งอิทธิพลถึงเพื่อนบ้านในแถบภูมิประเทศใกล้เคียง รวมถึงวัฒนธรรมในแถบที่คนจีนได้ไปอยู่มาก่อน
celebrate = การเฉลิมฉลอง เช่น New Year celebration การเฉลิมฉลองปีใหม่
population = ประชากร
ethic = หมู่คนที่เป็นชนชาติเดียวกัน
to be considered = ถือเอาว่า (ถูกพิจารณาว่า)
influence = ส่งอิทธิพล, มีอิทธิพล
geographic = ทางภูมิศาสตร์
*** คำว่า geo หมายถึง พื้นดิน เกี่ยวกับดิน ถ้าอ่านศัพท์เจอคำว่า geo นำหน้าล่ะก็ สันนิษฐานไว้เลยว่า คำนั้นน่าจะเกี่ยวกับดินครับ)
culture = วัฒนธรรม
extensive = ขยาย, กว้างขวาง, ใหญ่โต

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552

Happy New Year


สวัสดีปีใหม่




ประวัติความเป็นมาวันปีใหม่

ความหมายของ วันขึ้นปีใหม่ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " ปี" ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ

ประวัติความเป็นมา

วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและค วามเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้น การใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับ ปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปีต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมั ยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทินเมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทินและในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่ไทย

ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงก รานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประช าธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรกการจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหน ึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เ ป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป

เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ

1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ

2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสน า

3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก

4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้ นปีใหม่ได้แก่

1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวน ไปร่วมทำบุญ

2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร

3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึ งการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้ น

กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่

วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไป แล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศั



วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คำอวยพรปีใหม่ Christmas

คำอวยพรปีใหม่ Christmas










คำอวยพรปีใหม่ ที่มอบเเต่ความสุขให้น่ะค่ะ

Greetings of the New Year. Wishing you all success in the next.
สวัสดีปีใหม่ขออวยพรให้ท่านจงประสบความสำเร็จในทุกๆสิ่งในปีใหม่
นี้

A toast to the New Year. May all your resolutions become completed projects.
ดื่มอวยพรฉลองปีใหม่ ขออวยพรให้สิ่งที่ท่านตั้งใจไว้จงสมหวัง

Happy New Year! Thinking of you as we begin anew.
สวัสดีปีใหม่คิดถึงคุณในปีใหม่นี้

We wish you a holiday season that is filled with wonder and delight!
เราขออวยพรให้เทศกาลวันหยุดของคุณเติมเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์และความเบิกบานใจ

A hope for one world family. From ours to yours.
ปรารถนาให้โลกมีสันติ สำหรับครอบครัวคุณ ...จากเรา

One of my favorite gifts is hearing from you. Greetings of the season to you and yours.
ของขวัญลํ้าค่าคือการทราบข่าวคราวจากคุณเทศกาลแห่งอวยพรนี้จงเป็นของคุณและครอบครัว

Season's greetings. Our best to you during the holidays.
เทศกาลส่งความสุขนี้ขอส่งความปรารถนาดีจากเราถึงคุณ

Happy holidays! Wishing you all the joys of the season. Happy holidays!
ขออวยพรให้คุณมีความปีติยินดีตลอดทั้งปี

HAPPY HOLIDAYS! Have a joyous Christmas and a festive New Year! Happy holidays!
ขอให้มีความปีติยินดีในวันคริสต์มาสและรื่นเริงในวันปีใหม่

Merry Christmas and Happy New Year. Hope the season finds you in good cheer.
Merry Christmas and Happy New Year
ขออวยพรให้ท่านได้พบแต่สิ่งที่ดีๆ

Christmas Greetings Wishing you a prosperous New Year! Christmas Greetings
ขออวยพรให้ท่านจงเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูตลอดปีใหม่

Season's Greetings-- May love and laughter fill your life at Christmas and throughout the New Year.
เทศกาลแห่งการอวยพร ขออวยพรให้ความรัก และเสียงหัวเราะเติมเต็มชีวิตของคุณ ในวันคริสต์มาสตลอดไปถึงวันปีใหม่

Christmas Cold weather and warm feelings
คริสต์มาสอากาศที่เหน็บหนาวและความรู้ที่อบอุ่น

My wishes for Christmas: 1. Joy to the world 2. Good will toward men 3. Pizza on Earth!
สิ่งที่ฉันปรารถนาในวันคริสต์มาสนี้ 1. คนทั่วโลกมีความสุข 2. ผู้คนอยู่กันอย่างสันติ 3.มีพิชซ่าให้กิน (โจ๊ก)


คริสต์มาส


คริสต์มาส คือ การฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษา อังกฤษ Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า" Christes Maesse" พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี 1038 และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas
ในภาษาไทย "คริสต์มาส" ก็มีความหมายเช่นกัน คำว่า "มาส" แปลว่า"เดือน" เทศกาลคริสต์มาสจึง เป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพิเศษ คำว่า"มาส" คือ"ดวงจันทร์" ตีความหมายในภาษาไทยคือพระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก เหมือนดวงจันทร์เป็นความ สว่างในตอน กลางคืน









วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

LA VIGNOBLE



Le nom du vignoble vient du nom du terrier du sanglier dont on fait l'élevage depuis 1976. En 1987, nous avons planté les premiers 1 000 ceps de vigne. Nous produisons maintenant 25 000 bouteilles de vin blanc, rouge, rosé, de vendange tardive et mistelle (apéritif).

Depuis 1976, nous avons ajouté quelques espèces d'animaux exotiques tels que : daim, sika, cerf rouge, lama, yack, highland, etc... Nos animaux sont élevés en pleine nature dans les bois et prés. Nos visiteurs peuvent les voir et même les nourrir en faisant le tour du domaine en carriole. Ces tours sont offerts du 1er juin au 15 octobre

Il y a également une terrasse, des tables de pique-nique et une boutique. À l'accueil nous vous offrons une dégustation de nos vins. Le vignoble La Bauge est une entreprise familiale. Ghislaine et Simon vous invite à venir y faire un tour. Bienvenue chez nous !

Temps des Vendanges : 15 septembre au 15 octobre

Heures d'ouverture : 1 Juin au 30 octobre : Tous les jours, 10h00 à 18h00
16 Octobre au 31mai : Samedi(appeler avant), 10h00 à 17h00 Dimanche(appeler avant)

Activités offertes au vignoble :

.Tour de Carriole, visite du vignoble et animaux
.Élevage d'animaux exotiques,sangliers, yak...
.Dégustation gratuite de tous les vins
.Assiettes froides de terrines de sangliers...
.Fromages de chèvres maison
.Artisanat
.Exposition de sculptures animalières grande taille
.Vendanges organisées


Vignoble de Flavigny ( Auxois, Burgundy )




Vignoble de Flavigny ( Auxois, Burgundy )

Vignoble de Flavigny : the wineryFlavigny sur Ozerain (map) is the name of a village located in "Auxois" , a region of northern Burgundy between Montbard and Dijon . This tiny sub-region is halfway between the two main wine regions of Burgundy : Chablis, and Cotes de Beaune-Cotes de Nuits . Vineyard activity was intense in the middle ages here , and 3 abbeys levied taxes on it around here : Flavigny , Fontenay and Moutier-Saint-Jean . The Flavigny abbey , erected in the 7th century ( some say 606 AD ) took every 11th basket at harvest time , and the monks worked themselves on the vinification . Also , 3 times a year, the Abbey sold its wine and during these selected days , other wine dealers had to refrain from selling theirs . Vineyard surface kept increasing until the phyloxera episode ( end of 19th century ) , reaching 942 hectares in the "canton de Flavigny" in 1877 and 200 hectares in Flavigny proper (1877) . With the vineyard destruction by the phyloxera , the region took another direction, with cattle breeding grassland instead of vineyards . Until today, cattle breeding is the big activity around here, as you can check with these nice "charolaises" meat cows , known for the extra quality of their meat . The village is on the top of a hill . It is beautifully preserved and quiet . You need to take a nice winding road from the Ozerain stream valley to reach it . The old abbey buildings still exist . This is where the Anis de Flavigny (these traditional sweets since more than 500 years) are made . And two religious orders still have a presence in other important old buildings in the medieval village : Benedictine monks , and a traditional catholic order . The "Vignoble de Flavigny" ( Phone =33(0)380962563 ; fax =33(0)380962583 ), as the domaine is named , lies in the valley at the bottom of the village , as you can see on the picture at the top . There is today only this vineyard , and another a few kilometers away , in the Auxois region . It was created in 1994 to bring viticulture back to life in a region that had in the past a respectable wine producing tradition . Only 10 years after its resurrection, its wines are promising . We dropped there several times over the years and recently had one of their reds ( Pinot Noir 2002 ) for dinner . A pleasure . Another example of these surprising northern reds . I wanted to buy a few bottles more, and why not make an article about the place, as it is not well known , being out of the busiest wine roads . The architecture of the place itself is interesting . The tasting room and store is in a long abbey-like building , glassed on the courtyard side , with view on the other buildings of the chai . We first stopped in the vineyard where we got a glimpse on the vines and the rare lyre trellising that is practiced here ( picture right ) . Temperature was 0 °C , cold !






All their wines are labelled as "Vin de Pays", as they are located out of the existing appellations . Another strange side effect of this appellation system that prevents these Burgundy wines from having "Bourgogne" written on the labels . The good side effect ( for us ) is they are cheaper . I bought another 6 bottles of "Vignoble de Flavigny Pinot Noir 2002" , wich tasted just as good , at 6 Euro . I took also 2 bottles of "Vignobles de Flavigny Auxerrois 2002" , a white (Auxerrois is the name of the grape variety ) that was selected by the Hachette wine guidebook . Nice round wine, also 6 Euro . Among their other wines , they have oak cask Pinot Noir 2002 at 8 Euro , Pinot Noir Reserve 2002 at 7 Euro, Pinot Beurot (rosé)2003 at 5 Euro, Chardonnay 2001 (white) 7 Euro, Pinot Beurot Blanc (white) 2001 at 6,20 Euro, plus two sparkling wines ( white and rosé) at 5,5 Euro .


วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Tuileries

Tuileries





Les Tuileries sont un quartier de Paris, situé entre le Palais du Louvre, la rue de Rivoli, la Place de la Concorde et la Seine. Il est aujourd'hui occupé par un jardin public et comprenait, autrefois, un palais, ancienne résidence royale et impériale. Ce site est desservi par les stations de métro : Concorde et Tuileries.


Jardin des Tuileries



Le jardin des Tuileries est le plus important et le plus ancien jardin à la française de Paris. Il s'étend d'ouest en est, de la place de la Concorde au Louvre, et du sud au nord, de la Seine à la rue de Rivoli.
Ce jardin fut planté par Catherine de Médicis à partir de 1564, au moment où commençait la construction du palais des Tuileries. Il fut tracé à l'italienne : six allées dans le sens de la longueur et huit dans le sens de la largeur délimitaient des compartiments rectangulaires comprenant des plantations différentes (massifs d'arbres, quinconces, pelouses, parterres de fleurs, etc.). Une fontaine, une ménagerie et une grotte ornementaient le jardin, auxquels furent rajoutées une orangerie et une magnanerie au début du XVIIe siècle.
En 1664, Jean-Baptiste Colbert ordonna que le jardin fût entièrement redessiné par André Le Nôtre, qui s'était déjà illustré à Vaux-le-Vicomte. Celui-ci donna au jardin l'aspect qu'il allait conserver, dans ses grandes lignes, jusqu'à nos jours : il perça dans l'axe du palais une allée centrale délimitée, à l'est par un bassin rond, à l'ouest par un bassin octogonal ; il construisit la terrasse du Bord de l'eau le long du quai et la terrasse des Feuillants le long de la future rue de Rivoli ; enfin, il bâtit deux terrasses le long de la future place de la Concorde ainsi que deux rampes en courbe permettant d'y accéder.
De nombreuses statues de marbre vinrent par ailleurs orner le jardin. En 1719, l'entrée principale fut flanquée de deux statues d'Antoine Coysevox représentant Mercure et la Renommée chevauchant un cheval ailé.
En 1783 eut lieu la première ascension de personnes dans un ballon à gaz. Une plaque, située aujourd'hui à droite en entrant dans le jardin, marque le souvenir de cet événement.
Sous la Révolution, le jardin fut le témoin des grands événements dont le palais fut lui-même le théâtre. Le bassin rond fut utilisé pour la cérémonie de l'Être suprême (8 juin 1794). On y avait placé des effigies représentant l'Athéisme entouré de l'Ambition, de l'Égoïsme, de la Discorde et de la Fausse-Simplicité. Maximilien de Robespierre y mit le feu, dans une apothéose de cris et d'applaudissements. Le cortège se dirigea ensuite vers le Champ-de-Mars. Le 10 octobre, ce même bassin accueillit le cercueil de Jean-Jacques Rousseau, drapé d'un drap parsemé d'étoiles (exhumé d'Ermenonville pour être porté au Panthéon).
De nos jours, pour les touristes et promeneurs, de nombreuses chaises sont mises gratuitement à disposition dans tout le parc. Également, la grande roue de Paris a été installée place de la Concorde, puis dans le jardin des Tuileries, à quelques pas de la rue de Rivoli et de nouveau place de la Concorde, provisoirement. Près de l'arc de triomphe du Carrousel, se trouve le deuxième bassin du jardin. Un loueur permet aux enfants de faire naviguer de petits bateaux à voile qui souvent se coincent sous le jet d'eau.
Le jardin accueillit les épreuves d'épée des Jeux Olympiques d'été de 1900.
Pendant la Seconde Guerre Mondiale une partie du jardin fut transformée en potager à cause du manque de ravitaillement durant l'Occupation. Le 25 août 1944, le général von Choltitz reçut un ultimatum du colonel Pierre Billotte de la 2ème DB et répondit "Je n'accepte pas les ultimatums". Lors des combats subséquents, le capitaine Branet s'emparera de l'hôtel Meurice, rue de Rivoli; le capitaine Julien empruntera la rue du Faubourg Saint Honoré pour atteindre le siège de la Kommandantur, place de l'Opéra et de son côté le lieutenant Bricard nettoiera le Jardin des Tuileries. Les dix plaques commémoratives apposées le long du Jardin des Tuileries à l'angle de la rue de Rivoli et de la place de la Concorde ne rendent pas complètement compte de l'intensité des combats et du nombre de victimes.
La galerie du Jeu de Paume est un musée d'art contemporain situé au nord-ouest du jardin.
À l'est du jardin, près de l'arc du Carrousel, se trouvent de nombreuses statues d'Aristide Maillol. Depuis 1998, le jardin accueille des sculptures contemporaines : Auguste Rodin, Henry Moore, Roy Lichtenstein, Tony Cragg, Jean Dubuffet, Alain Kirili, Étienne Martin, Guiseppe Penone, etc. Des expositions provisoires y ont lieu, comme l'Araignée de Louise Bourgeois ou Clara-Clara du sculpteur minimaliste Richard Serra au printemps 2008.



วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551



La Boum






La Boum est un film français de Claude Pinoteau sorti en 1980. Inspiré de la véritable existence des adolescents parisiens de l'époque, lançant la carrière de Sophie Marceau et considéré comme un phénomène de société, La Boum connut un triomphe


Synopsis

Ce qui suit dévoile des moments clés de l’intrigue


Vic (Sophie Marceau), treize ans, inscrite au lycée Henri IV, est à l'âge des premières sorties et des premiers émois. Vic n'a guère l'occasion de parler avec ses parents (Claude Brasseur et Brigitte Fossey), trop occupés par leur carrière respective, et dont le couple subit les assauts classiques du temps. Elle se confie donc à son arrière grand-mère, la pétillante Poupette (Denise Grey), ou à sa meilleure amie, Pénélope (Sheila O'Connor). Elle partagera donc avec elles son amour pour le beau Mathieu (Alexandre Sterling). Mais cet amour-là aussi connaîtra quelques difficultés...

Fiche technique

Réalisateur : Claude Pinoteau
Scénario : Claude Pinoteau et Danièle Thompson
Producteur : Alain Poiré
Musique : Vladimir Cosma
Musique : Richard Sanderson (Reality)
Photographie : Edmond Séchan
Montage : Marie-Josèphe Yoyotte
Décors : Marc Balzarelli et Jacques Brizzio
Costumes : Nicole Bize et Jacques Fonteray
Date de sortie : 17 décembre 1980
Ratio : 1.66

ลาบูม La Boum (The Party, ชื่อไทย: ลาบูมที่รัก) เป็นภาพยนตร์วัยรุ่นจากประเทศฝรั่งเศส ออกฉายครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2523 เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของโซฟี มาร์โซ นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งเล่นเรื่องนี้ขณะอายุ 14 ปี ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่นิยมไปทั่วโลก และสร้างชื่อเสียงให้กับเธอ และมีภาคสองในสองปีต่อมา
เพลงประกอบภาพยนตร์ แต่งโดย Vladimir Cosma มีเพลงที่มีชื่อเสียงคือเพลง Reality ร้องโดย Richard Sanderson

เรื่องย่อ

ภาพยนตร์กล่าวถึง วิค เด็กสาววัย 13 ปี คุณพ่อเป็นทันตแพทย์ คุณแม่เป็นนักเขียนการ์ตูน คุณย่าเป็นนักดนตรี ครอบครัวของวิคเพิ่งย้ายมาจากเมืองอื่น ที่โรงเรียนใหม่เธอจึงไม่รู้จักใคร วันหนึ่งเธอไปงานปาร์ตี้ (ภาษาฝรั่งเศส: boum) และมีความรักเป็นครั้งแรกกับเพื่อนชายจากโรงเรียนเดียวกัน ภาพยนตร์กล่าวถึงความรักแบบใสบริสุทธิ์ของวัยรุ่น และปัญหาชีวิตคู่ของพ่อแม่ที่แต่งงานกันมานาน 15 ปี

Reality เพลงจากภาพยนต์เรื่อง "ลาบูม"

โซฟี มาโซ เล่นหนังเรื่องนี้น่ารักมากเป็นขวัญใจเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน






Met you by surprise, I didn't realize

That my life would change forever

Saw you standing there, I didn't know I cared

There was something special in the air




Dreams are my reality

The only real kind of real fantasy

Illusions are a common thing

I try to live in dreams

It seems as if it's meant to be




Dreams are my reality

A different kind of reality

I dream of loving in the night

And loving seems alright although it's only fantasy




If you do exist, honey don't resist

Show me a new way of loving

Tell me that it's true, show me what to do

I feel something special about you




Dreams are my reality

The only kind of reality

Maybe my foolishness has past and maybe now at last

I'll see how a real thing can be



Dreams are my reality

A wonderous world where I like to be

I dream of holding you all night

And holding you seems right

Perhaps that's my reality




Met you by surprise, I didn't realize

That my life would change forever

Tell me that's it true, feelings that are cue

I feel something special about you




Dreams are my reality

A wonderous world where I like to be

Illusions are a common thing I try to live in dream

Although it's only fantasy




Dreams are my reality

I like to dream of you close to me

I dream of loving in the night

and loving you seems right

Perhaps that's my reality






วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เทศกาลกินเจ



ประเพณีการกินเจกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน

ความหมายของ เจ

ว่า เจ ในภาษาจีนทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความหมายเดียวกับคำว่า อุโบสถ ดังนั้นการกินเจก็คือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน เหมือนกับที่ชาวพุทธในประเทศไทยที่ถืออุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 โดยไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว
แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธฝ่ายมหายานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมนำการไม่กินเนื้อสัตว์ไปรวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ กลายเป็นการถือศีลกินเจ ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่ากินเจ ฉะนั้นความหมายก็คือคนกินเจมิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ
แจมิได้แปลว่า อุโบสถ
ในภาษาจีนมี(กลุ่ม)คำหรือวลีที่ใช้อักษรแจ(เจ, 齋 / 斋 )เป็นตัวประกอบร่วมด้วยหลายคำ แต่คำว่าโป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒 ) ซึ่งเป็นศัพท์ของทางพุทธศาสนา ดูจะเป็นคำที่นิยมหยิบยกมาใช้อธิบายความหมายของอักษรแจเสมอมา
โป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒 ) แปลว่า ศีลบริสุทธิ์แปดประการ ซึ่งก็คือ “ศีลแปด”ที่เรารูจักกันดี
คนไทยในรุ่นปู่ย่าตายายที่เคร่งในศีลวัตรจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถ ศีลแปดจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ อุโบสถศีล ”
ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกินเจที่ไม่เข้าใจภาษาและที่มาของคำจึงแปลอักษรแจผิดว่า “อุโบสถ” ซึ่งคำแปลนี้ก็ฮิตติดตลาดและถูกคัดลอกไปใช้บ่อยอย่างน่ารำคาญใจ เพราะหากจะเอาตามความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานแล้ว
อุโบสถ เป็นคำนาม หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรมต่างๆ เรียกย่อว่า โบสถ์
การแปลและเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าวยังถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายวัตรปฏิบัติของการกินเจผิดตามไปด้วยว่า “การกินเจต้องถือศีลข้อวิกาลโภชน์” หรือการงดกินของขบเคี้ยวหลังเที่ยงวันไปแล้ว ซึ่งเป็นศีลข้อหนึ่งในศีลแปด ทั้งๆที่โรงครัวของศาลเจ้าหรือโรงเจที่เปิดเลี้ยงผู้คนในช่วงเทศกาลกินเจล้วนแต่มีอาหารมื้อเย็นให้กับผู้เข้าไปกิน ยิ่งวันที่มีการประกอบพิธีกรรมในตอนค่ำยังมีอาหารมื้อค่ำบริการเสริมให้เป็นพิเศษด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเขาถือเพียงศีลห้าที่เป็นนิจศีล ไม่ได้ครองศีลแปดอย่างที่หลายคนเข้าใจ (เว้นแต่ผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดเป็นการส่วนตัวเท่านั้น)
ในทางอักษรศาสตร์จีน อักษรตัว “แจ” มีพัฒนาการมาจาก ตัวอักษร ฉี “ 齊 ” ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อย อักษรแจเกิดจากการเพิ่มเส้นตั้งและสองจุด ( 小 ) เข้าไปกลางอักษรฉี ทำให้เกิดตัว ซื ( 示 ) ซึ่งแปลว่าการสักการะ อยู่ในแก่นกลางของตัวฉี
แจ( 齋 ) จึงมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)เพื่อการสักการะ หรือ การปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา
ซึ่งการอธิบายในแนวทางนี้จะสอดคล้องกับ คำว่า “ 齋醮 ” ในลัทธิเต๋า ซึ่งย่อมาจากคำว่า 供齋醮神 ที่แปลว่าการบำเพ็ญกายใจให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นสักการะบูชาเทพยดา

ความหมายของแจในศาสนาอิสลาม

ศัพท์คำว่า ศีลแจ / 齋戒 ในภาษาจีน นอกจากใช้ในลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธแล้ว ยังหมายถึง “ศีลอด” ที่ถือปฏิบัติในเดือนถือศีลอดของชาวจีนอิสลาม สาระของศีลก็คือการห้ามรับประทานอาหารใดๆในระหว่างเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบจนลับขอบฟ้า ตลอดเดือนถือศีลอด
แจในวัฒนธรรมดั่งเดิมของจีน
ศัพท์ แจ พบในเอกสารจีนเก่าที่มีอายุกว่าสองพันปีหลายฉบับ (เอกสารที่อ้างนี้ปัจจุบันถือว่าเป็นคัมภีร์ในลัทธิหยู) เอกสารเหล่านั้นยังใช้อักษรตัวฉีแต่เวลาอ่านออกเสียงกลับต้องอ่านออกเสียงว่า ไจ เช่น คำว่า ไจเจี๋ย / 齊潔 หรือ ไจเจี้ย / 齊戒 ซึ่งก็คือการออกเสียงแจในสำเนียงแต้จิ๋วนั่นเอง อักษรฉีในเอกสารนั้นนักอักษรศาสตร์ตีความว่าแท้จริงแล้วก็คืออักษรตัวแจหรือใช้แทนตัวแจ แจที่ว่านี้หาได้หมายถึงการงดกินของสดคาว หรือ การงดรับประทานอาหารหลังเที่ยง หากหมายถึงการชำระล้างร่างกาย สงบจิตใจ และสวมใส่เสื้อผ้าใหม่สะอาด เป็นการเตรียมกายและใจให้บริสุทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมสักการะบูชา ขอพร หรือแสดงความขอบคุณต่อเทพยดาแห่งสรวงสวรรค์

แจเพื่อการจำแนกความเคร่งครัดของภิกษุฝ่ายมหายาน
ศีลของภิกษุฝ่ายมหายาน ในส่วนเกี่ยวกับการฉันของภิกษุแตกต่างจากฝ่ายเถรวาททั้งมีการจำแนกเป็นสองลักษณะตามสำนักศึกษา
ได้แก่

1.เหล่าที่ถือมั่นในศีลวิกาลโภชน์และฉันอาหารเจ จะไม่ฉันอาหารหลังอาทิตย์เที่ยงวัน เรียก ถี่แจ
2.เหล่าที่ถือมั่นแต่การฉันอาหารเจ เรียกถี่สู่

เจียะเจ


ความหมาย
เจียะแจ เป็นการออกเสียงตามสำเนียงถิ่นแต้จิ๋ว ศัพท์คำนี้ใช้และเป็นที่เข้าใจแต่ทางตอนใต้ของจีนโดยเฉพาะแถบลุ่มอารยะธรรมหลิ่งหนาน (ในมณฑลกวางตุ้ง อันเป็นแหล่งอาศัยดั่งเดิมของคนแคะ แต้จิ๋ว กวางตุ้งและไหหนำ ซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย เจียะแจตรงกับคำว่า ชือซู ในภาษาจีนกลาง (สำเนียงปักกิ่ง)
เจียะ ในภาษาถิ่นใต้ หากใช้ในความหมายของคำกิริยา แปลว่า กิน
แจ แปลว่า บริสุทธิ์ ( อ้างตามปทานุกรมพุทธศาสนาฉบับ วัดฝอกวงซัน ,ไต้หวัน )
เจียะแจ หรือ ตรงกับคำไทยที่นิยมใช้กันว่า กินเจ จึงแปลว่า การกินอาหารที่บริสุทธิ์ตามความเชื่อ(ในลัทธิกินเจ) ซึ่งหมายความถึงอาหารที่ไม่คาวหรือไม่เจือปนซากผลิตภัณฑ์ของสัตว์ รวมทั้งไม่ปรุงใส่พืชผักต้องห้าม
คำว่าเจียะแจนี้ชาวจีนฮกเกี้ยนทางปักษ์ใต้แถบจังหวัดภูเก็ตเรียกต่างออกไปว่า เจียะไฉ่ ที่แปลตามตัวอักษรได้ว่า “กินผัก” แต่มีนิยามหรือความหมายตรงกับคำว่าเจียะแจที่กล่าวข้างต้น

กินเจเพื่ออะไร?

ผู้ที่กินเจอาจจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันไป แต่จุดประสงค์หลักสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
1.กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภท
ชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายได้ ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถียรภาพ
2.กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจและที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา
3.กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกินซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นองเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลงเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อผู้หยั่งรู้เรื่องกฎแห่งกรรมนี้จึงหยุดกินหยุดฆ่าหันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น


การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ





ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ จะต้องปฏิบัติดังนี้
1.งดเว้นเนื้อสัตว์หรือทำอันตรายต่อสัตว์
2.งด
นม เนย และน้ำมันที่มาจากสัตว์
3.งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
4.งดผักหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง เช่น
ผักชี กระเทียม หัวหอม ต้นหอม กุยช่าย รวมทั้งใบยาสูบ สิ่งเสพติดและของมึนเมาต่างๆ
5.รักษา
ศีลห้า
6.รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
7.ทำบุญทำทาน
8.นุ่งขาวห่มขาว
สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธ์โดยแท้ จะเพิ่มการปฏิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงเท่านั้น รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยมแยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจุด
ตะเกียงไว้ 9 ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับเพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้องตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด




เจ็ดวันอันควรงดเว้นจากการกินเนื้อสัตว์
1. กินเจในวันเกิดของตนเอง
2. กินเจในวันเกิดของลูกหลาน
3.กินเจในวันแต่งงานหรือวันมงคลสมรส
4.กินเจในวันงานเลี้ยงเพื่อนฝูงญาติมิตร
5.กินเจในวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
6.กินเจในงานทำบุญสร้างกุศลทุกโอกาส
7.กินเจในโอกาสขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์